หน้าแรก » Blog » ข่าวเครือข่ายสตรี » ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่าด้วยเรื่องมหาอุทกภัยปี 2554

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่าด้วยเรื่องมหาอุทกภัยปี 2554

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
ในการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ กลาง และ กทม. ปี 2554
และการจัดการพิบัติภัยธรรมชาติใน 6 มิติ
สรุปจากการประชุมการระดมความคิดสมาชิกเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมฯ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554

 

อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ www.ximplesoft.com/files/member/18/sutada/7e281be0f79801c9c7dd04e3eef5ea23.pdf


 


ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
ในการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ กลาง และ กทม. ปี 2554
และการจัดการพิบัติภัยธรรมชาติใน 6 มิติ
สรุปจากการประชุมการระดมความคิดสมาชิกเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมฯ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554

1. การฟื้นฟูเชิงกายภาพ (บ้าน ทรัพย์สิน เครื่องมือประกอบการ ระบบโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน -ถนน น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ โรงเรียน โรงพยาบาล)
• การฟื้นฟูชุมชน : ต้องคำนึงถึงโครงสร้างเชิงกายภาพที่ต้องมีทางน้ำผ่านได้ด้วยเพื่อป้องกันการหลากน้ำในอนาคต (หากชุมชนอยู่ในที่ลุ่มต่ำอาจต้องทำคัน คู คลอง เพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคตด้วย ควรมีศูนย์ชุมชนที่เป็นศูนย์กลางที่อาจเป็นที่พักพิง หรือทำครัวกลางหรือเก็บแหล่งเสบียงอาหารไว้ในอนาคต
• การซ่อมบ้าน : ต้องคำนึงถึงจุดอ่อนต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้น้ำท่วมบ้านง่าย เช่นหากเป็นที่ลุ่มต่ำ อาจต้องถมดินเพื่อยกระดับพื้นในสูงขึ้น อาจต้องเปลี่ยนโครงสร้างบ้านให้มีใต้ถุนสูง อาจต้องวางระบบไฟฟ้าในบ้านใหม่ให้สามารถตัดไฟในชั้นล่างได้หากมีน้ำท่วมเพื่อป้องกันไฟดูด
• ควรมีการใช้ระบบพลังงานทางเลือกสำรอง : เช่นระบบพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ
• ควรมีการจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำชุมชน : เช่นช่างไฟ วิศวกร หมอ พยาบาล ฯลฯ ที่เป็นคนในชุมชนเพื่อเป็นอาสาสมัครดูแลกันเองด้วย
• รัฐบาลหรือ พม. ควรประสานงานกับกรมอาชีวะ ระดมนักศึกษาช่างเทคนิคต่างๆ ออกซ่อมแซมบ้านเรือนให้ประชาชน
• มีการตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์แบบครบวงจรในชุมชนเพื่อคลี่คลายเยียวยาปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากอุทกภัยครั้งนี้
• กองทุนต่างๆ ที่รัฐตั้งขึ้น (กองทุน SML กองทุนหมู่บ้าน) : ต้องเน้นการบริหารจัดการโดยชุมชนและบูรณาการหลักการการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลัก ต้องไม่ให้เป็นการบริหารจัดการโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (เช่นนักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล หรือคนบางกลุ่มเท่านั้น)
• แนวทางการจัดตั้งกองทุนซ่อมแซมบ้าน/เครื่องมือทำมาหากิน: นอกเหนือจากกองทุนรัฐบาล หลังละ ๕,๐๐๐ บาท เพราะอาจไม่ทั่วถึง หรือล่าช้า โดยเฉพาะประตู-หน้าต่าง มีหลายคนที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อซ่อมแซมบ้าน บางคนมีเงินแต่ไม่รู้จะไปหาซื้อวัสดุจากที่ไหน ฯลฯ หากกองทุนนี้สามารถช่วยได้อย่างน้อยรายละ ๒ - ๓,๐๐๐ บาท ในเบื้องต้น ถ้ามีความเป็นไปได้ อาจเริ่มจากกันเงินบริจาคที่มีอยู่ตอนนี้ เอามาใช้เพื่อการนี้

2. การฟื้นฟูเชิงเศรษฐกิจ-ภาระหนี้สิน และการจ้างงาน รวมทั้ง มาตรการช่วยเหลือภาระหนี้สินและการขาดรายได้-ตกงาน (การจัดตั้งศูนย์ลงทะเบียนผู้ประสบภัย One-stop Service Flood Victims Center)

• การฟื้นฟูอาชีพ/สร้างรายได้ : รัฐต้องเร่งฟื้นฟูอาชีพให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้ที่สูญเสียรายได้ ตกงาน กลุ่มต่างๆ ได้กลับมามีอาชีพ มีรายได้เพื่อเลี้ยงตนเองได้โดยเร็ว
• ตั้งกองทุนฟื้นฟูอาชีพ/สินเชื่อเพื่อการสร้างอาชีพ/สร้างรายได้ : ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าต่างๆ
• ผู้ประสบภัยที่มีหนี้สินและสูญเสียรายได้จากการได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม : คนเหล่านี้ต้องได้รับการพักการชำระหนี้ทันทีไม่ต่ำกว่า 6 เดือนขึ้นไป และควรได้รับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อซ่อมแซมบ้านหรือใช้จ่ายในช่วงที่ไม่สามารถทำงานอาชีพตามปกติได้
• รัฐควรนำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” กลับมาทำใหม่ แต่ควรปรับปรุงวิธีการทำงานและกระบวนการที่เน้นการฝึกอาชีพที่นำไปสร้างรายได้ได้จริง โดยเน้นการเลือกอาชีพที่เป็นที่ต้องการตามสถานการณ์หลังน้ำลด และตามสภาวะเศรษฐกิจ
• รัฐต้องให้ความสำคัญกับการสร้างอาชีพ การจ้างงานกลุ่มเฉพาะที่อาจถูกหลงลืม : กลุ่มคนพิการทุกประเภท รวมถึงลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่างๆ (กลุ่มชาติพันธุ์) และกลุ่มผู้หญิงและเด็กหญิง (เยาวชน) แม่เลี้ยงเดี่ยว กลุ่มผู้สูงอายุ ที่มักเป็นกลุ่มเปราะบางและถูกหลงลืม
• การฝึกอบรมวิชาชีพ : ควรเลือกอาชีพที่จะทำเงินแน่ๆ หลังน้ำท่วม อาทิ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ทำความสะอาดบ้าน แยกขยะเอาไปขาย ฯลฯ โดยเริ่มจัดอบรมได้ตั้งแต่ช่วงที่คนยังอยู่ในศูนย์พักพิง เขาจะได้หาเงินมาเลี้ยงตัวได้

3. ปัญหาสุขภาวะ-ชีวอนามัยการป้องกันและควบคุมโรคระบาดอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วม (โรคอหิวาต์ โรคทางเดินหายใจ ฯลฯ) การเจ็บไข้ได้ป่วยอันเนื่องมาจากน้ำท่วม
• รัฐจะต้องรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการป้องกันเชื้อโรค สิ่งปฏิกูลหลังน้ำลด: ที่มากับน้ำและการจัดการเชื้อโรคต่างๆ ที่ค้างอยู่ตามบ้านและดินโคลนหลังน้ำลด
• ต้องให้บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานกับประชาชนและชุมชนหลังน้ำลด : โดยประชาชนต้องได้รับข้อมูลและตระหนักถึงการตรวจรักษาและเฝ้าระวังโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดจากการอยู่กับภาวะน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน
• ต้องเสริมสร้างและอนามัยเจริญพันธุ์แก่ผู้หญิง เด็กหญิง ในชุมชนอย่างทั่วถึง

4. ปัญหาสภาวะจิตใจและความมั่นคง (ปลอดความหวาดวิตกและความกลัว) ของประชาชนและชุมชน
• รัฐต้องสร้างกลไกเฝ้าระวังเรื่องความเครียดของผู้ประสบภัย : ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายสูงขึ้นหลังจากเผชิญภาวะน้ำท่วมบ้าน การสูญเสียบุคคลในครอบครั
• รัฐต้องช่วยให้ชุมชนและประชาชนลดความเครียดและสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของผู้ประสบภัย : ซึ่งจะทำให้เกิดการฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังน้ำลดได้

5. การวางแผนป้องกันรับมือพิบัติภัยธรรมชาติในระยะยาว
• ควรมีการจัดตั้งกลไกระดับชาติเพื่อจัดการปัญหาภัยพิบัติอย่างบูรณาการ
• ควรมีการจัดตั้งระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ (หลายๆหน่วยงานต้องทำงานร่วมกัน ไม่สามารถแยกเป็นแต่ละกระทรวงได้ เพราะ “ภัยน้ำ” เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน)
• ควรมีการจัดตั้งศูนย์รับมือภัยพิบัติในระดับชุมชนเพื่อเป็นกลไกย่อยๆ ที่ปฏิบัติการในพื้นที่
• รัฐควรนำแผนป้องกันภัยพิบัติมารณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อเตรียมการตั้งรับก่อนที่ภัยจะมา เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และตั้งรับได้ทันการณ์
• การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ประสบภัย : เพราะที่ผ่านมารัฐมักให้ข้อมูลแบบเอาหน้ารอดไปวันต่อวัน ให้ข้อมูลไม่ตรงกันทำให้ประชาชนสับสน และให้ข้อมูลไม่ครอบคลุมทำให้บางพื้นที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
o การนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งการป้องกัน การช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้น และข้อมูลที่จะขอรับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง : ไทยทีวีก็ทำดีนะคะแต่อาจจะมาช้าไปซักหน่อย แต่ช่องอื่นๆ แทบจะไม่มีเลย โดยเฉพาะช่อง 11 มีแต่ข่าวที่เข้าข้างหน่วยงานรัฐทั้งวัน
o เรื่องศูนย์อพยพค่ะ ขอให้เลือกทำเลที่มั่นใจว่าอพยพไปเพียงครั้งเดียวไม่ต้องย้ายกันอีกเพราะสงสารคนป่วย ผู้สูงอายุที่ต้องย้ายแล้วย้ายอีก

6. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อป้องกันและรับมือภัยพิบัติในอนาคต
• ควรมีการอบรมอาสาสมัครชุมชน และควรคำนึงถึงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในชุมชนเป็นอันดับต้นๆ อาทิ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย คนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
• ควรแปรชุมชนจากการเป็นผู้รอรับการ “ช่วยเหลือ” เป็นผู้ “ชุมชนจัดการตนเอง” และ “ชุมชนอาสาป้องกันภัย”
• ชุมชนกควรตระหนักถึง “สิทธิชุมชน”ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชุมชนได้เอง : ที่อาจสร้างระบบป้องกัน-จัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชนได้เองและสามารถต่อรองกับภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนได้ด้วย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความมักง่ายของการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อุทกภัยน้ำ ไฟป่า ฝนแล้ง และลมหนาว)
• รัฐต้องสร้างกลไกการให้ “อำนาจการตัดสินใจของชุมขน” ในเรื่องการจัดการตนเองเพื่อต้านภัยพิบัติได้

15 November 2011 | โดย Mod Sutada | tags ข่าวเครือข่ายสตรี

read 1058 พิมพ์

แสดงความคิดเห็น



*

*

* required fields

login